และแทบไม่คิดถึงที่นี่เลย ไม่แม้แต่จะเข้ามา
ชีวิตที่ขาดไดอะรี่ เป็นไปแล้ว และเป็นไปได้
ที่ผ่านมาสองเดือน มีนาคมและเมษายน
ยุ่งมากๆกับงานคอลัมนิสต์ งานเขียนบทความ
และงานเขียนวรรณกรรมการเมืองส่งเข้าประกวด
งานหลังนี้ใช้เวลานานเป็นเดือนนะกว่าจะเขียนจบ
สุดท้ายเขียนจบแล้วเอากติกามาดูก็พบว่า
เขียนผิดกติกา มีหวังส่งไปลงตะกร้าแน่ๆ
ก็เลยต้องเขียนใหม่เดี๋ยวนั้นเลย
ปัญหาคือคิดไม่ออก
เพราะไม่ได้ใช่คนที่สนใจการเมือง
เป็นชีวิตจิตใจ (มีแต่หลบหลีกสิไม่ว่า)
สุดท้ายได้เพื่อนซี้เรียนรัฐศาสตร์
ธรรมศาสตร์มาช่วยไว้
(ซาบซึ้งมากนะที่สละเวลาการฝึกงาน
มาช่วยให้แนวคิดในการเขียนเเรื่อง)
ก็เลยได้ไอเดียที่บรรเจิดมาก
วันรุ่งขึ้นเขียนเพียงวันเดียวจบสิบหน้า
ตรวจอักษร สำนวน ปรับแก้อีกสองวันก็ส่งโลด
ตอนนี้นอนรอประกาศผล
รู้สึกเหมือนผีเข้า บทจะเขียนได้
ก็เขียนทั้งวันได้เลย จบรวด
แต่ถ้าเขียนไม่ออกจะเขียนได้ทีละสามสี่บรรทัด
ก็หวังอยู่ว่าจะได้สักรางวัลหนึ่งนะแต่ได้ส่งก็ดีใจแล้ว
ถือว่าประสบความสำเร็จ
หลังจากส่งงานประกวดเสร็จก็ต้อง
หันกลับมาเร่งเขียนบทความ
ทำหน้าที่คอลัมนิสต์ต่อไป
ทั้งเหนื่อยทั้งสนุก ทั้งเครียดปนๆกันไป
บางบทความเขียนแล้วโดนคัดทิ้งก็เยอะ
แต่บทความที่ได้ก็มีอยู่ (แต่น้อย)
นั่งเปิดตำราไปเขียนไปบ้าง
คิดอยู่ว่าเปิดเทอมจะว่างมั้ยเนี่ย
ก็เลยว่าจะเลิกเขียนไดอะรี่แล้ว
พอกันทีกับเรื่องของตัวเอง
เรื่องส่วนตัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะ
หายไปจากที่นี่เป็นการถาวรนะ
แค่เปลี่ยนจากเขียนเรื่องส่วนตัว
เป็นเอาบทความสาระดีๆ
เกี่ยวกับการใช้ชีวิต ทัศนคติ
ความสำเร็จ ความสุข
การพัฒนาตัวเอง มาลงที่นี่แทน
อันนี้ไม่ใช่ไดอะรี่หน้าสุดท้าย
แต่คงใกล้แล้ว ชีวิตยุ่งเหยิงขึ้นทุกวัน
สวนทางกับความเจริญก้าวหน้า
ที่เข้ามาก่อนเรียนจบเสียอีก
แล้วดูเหมือนว่าถ้าเรายุ่งๆ
การเรียนจะยิ่งดี
เกรดเทอมก่อนขึ้นเยอะมาก
จนตอนนี้ถึงระดับเกียรตินิยมแล้ว
พอได้ก็ทรมานอีกกลัวจะรักษาไว้ไม่ได้
พอไม่ถึงก็อยากจะได้ เรียกร้องเอามากๆ
ไหนจะต้องเตรียมตัวฝึกงาน
ทำงานอีกจะเรียนจบแล้วนี่นะ
จะเป็นคอลัมนิสต์ไปเรื่อยๆก็ไม่ได้
มากเรื่องจังชีวิตหนอ
(แล้วยังต้องคิดอีกว่า
ไดอะรี่วันสุดท้าย
จะเขียนอะไรดี
แต่คงอีกนานจนลืม)
แต่ก็รู้สึกดีกับการเลิกเขียน
ไดอะรี่นะ เหมือนกับว่า
ไดอะรี่นี้ได้พาเราไปสู่จุดที่สูงขึ้น
ไดอะรี่ทำให้เราได้ใช้ภาษาดีๆมีระดับ
รู้จักเขียนถ่ายทอด ไม่นึกว่า
จะพาเราไปยังการทำงานด้านการเขียน
คอลัมนิสต์ ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่า
"มันเหลือเชื่อ" มากๆเลย ไม่นึกว่าเรื่องจริง
ขอบคุณ